กิจกรรมสื่อมวลชนสัญจรศึกษาดูงานจังหวัดอุทัยธานี   “ชุมชนเข้มแข็ง สืบสานแนวพระราชดำริ”

27-28 กันยายน 2561

เดินทางถึง ตำบลแก่นมะกรูด อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี

ไร่อุ๊ยกื๋อ อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 27 กันยายน 2561

คณะสื่อมวลชนจากหลายสำนักข่าวหลากแพลตฟอร์ม เดินทางออกจากกรุงเทพมหานครฯ มุ่งหน้าตำบลแก่นมะกรูด อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี โดยมี “โครงการพื้นที่ต้นแบบบูรณาการแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่ตำบลแก่นมะกรูด แก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าสู่การพัฒนาอาชีพของชาวชุมชน และเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวชุมชน” เป็นพื้นที่แรกของกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจรศึกษาดูงานจังหวัดครั้งนี้

นายกองค์การบริหารส่วนตำบลจังหวัดอุทัยธานี นายเผด็จ นุ้ยปรี กล่าวต้อนรับคณะสื่อมวลชนบริเวณไร่อุ๊ยกื๋อ พร้อมบรรยายสรุปภาพรวมที่มาโครงการดังกล่าวกับคณะสื่อมวลชน ถึงโครงการพื้นที่ต้นแบบบูรณาการแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่ตำบลแก่นมะกรูด และการแก้ไขปัญหาความยากจนเพื่อสร้างแนวกันชนให้กับชายป่าห้วยขาแข้ง (Buffer zone) ที่น้อมนำองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริ เพื่อพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนตามปรัชญาเสรษฐกิจพอเพียง ว่าตำบลแก่นมะกรูด อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี ประกอบด้วย 4 หมู่บ้าน คือหมู่ 1 บ้านใต้ หมู่ 2 บ้านคลองเสลา หมู่ 3 บ้านใหม่คลองอังวะ และหมู่ 4 บ้านอีมาดอีทราย โดยมีประชากร 2,176 คน 563 ครัวเรือน ซึ่งเป็นชุมชนที่อยู่บริเวณแนวกันชนเขตป่าสงวนแห่งชาติ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ภายใต้พื้นที่ 21,600 ไร่  จากพื้นที่ประมาณ 1,800,000 ไร่ หรือ 2,880 ตารางกิโลเมตร

นายเผด็จ นุ้ยปรี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลจังหวัดอุทัยธานี

 

แต่แม้จะเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าที่สำคัญของประเทศ ก็ยังถูกบุกรุกลักลอบตัดไม้ ล่าสัตว์ เผาและถางป่าเพื่อทำการเกษตร ปลูกพืชเชิงเดี่ยวโดยใช้สารเคมี หน้าดินเสื่อมโทรม ฤดูฝนเกิดน้ำป่าไหลหลาก หน้าแล้งขาดแคลนน้ำ และเกิดไฟป่า เป็นหมอกควัน ขณะเดียวกันชาวบ้านแนวเขตกันชนป่าในตอนนั้นก็ยังไม่มีความรู้เรื่องการเกษตรที่ดี ขาดคุณภาพชีวิต มีปัญหาหนี้สินในระดับครัวเรือนจำนวนมาก โดยเฉพาะชุมชนที่อาศัยติดแนวกันชนของผืนป่า จังหวัดอุทัยธานีและอีกหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงเข้ามาดำเนินการในทุกวิถีทางเพื่อเแก้ไขปัญหาที่คุกคามเขตผืนป่าอนุรักษ์ที่สำคัญในปี 2556

มีการประชุมหารือร่วมกันเพื่อตั้งคณะทำงาน กับทีมปฏิบัติการ ขับเคลื่อนการดำเนินงาน โดย คณะทำงานเริ่มแรก 4 คณะ ประกอบด้วย 1. คณะทำงานด้านการกำหนดแนวเขตที่ดิน 2. คณะทำงานด้านการบริหารจัดการน้ำ 3. คณะทำงานด้านการเกษตรและพัฒนาอาชีพ 4. ทีมปฏิบัติงานระดับพื้นที่  และปี  2557 ได้แต่งตั้งคณะทำงานด้านการจัดการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอีก 1 คณะ

นายเผด็จย้ำว่า เป้าหมายการทำงานในตำบลแก่นมะกรูด เพื่อสนองแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ด้านการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบนพื้นฐาน “คนอยู่กับป่า” น้อมนำองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริมาปรับใช้ให้สอดคล้องเหมาะสมกับภูมิสังคม บริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ป้องกันการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า การบุกรุกขยายพื้นที่ป่าไม้ ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาความยากจน พัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน สร้างงานสร้างอาชีพ

ซึ่งแม้ที่ผ่านมานายเผด็จ จะยอมรับว่ายังไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งใจทั้งหมด แต่ก้ถือว่าเห็นความสำเร็จในขั้นระดับที่ 1 บ้างแล้ว จะต้องอดทน มุ่งมั่นตั้งใจทำต่อไป เชื่อการท่องเที่ยวคือความหวัง ที่เป็นตัวจุดประกายให้พี่น้องชาวกะเหรี่ยงเข้าถึงศาสตร์พระราชา เพราะพี่น้องชาวกะเหี่ยงกล้าลองปรับเปลี่ยน หลังจากเริ่มเห็นภาพชาวบ้านในชุมชนที่ประสบความสำเร็จจากการเข้าร่วม

 “ โดยปัญหาส่วนใหญ่ที่พบ คือหนี้สินของพี่น้องชาวกะเหรี่ยง เพราะหลายบ้านเป็นหนี้ซื้อรถไถสีส้ม ทำให้ต้องส่งไฟแนนซ์ นั่นจึงเป็นที่มาของการบุกรุกป่าเพื่อเร่งปลูกข้าวโพดให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้โดยใช้สารเคมีอย่างพาราคอต ผมไม่รอส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคลงมา ผมจึงเขียนจดหมายถึง ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล เพราะอยากเห็นแก่นมะกรูดเป็นเหมือนดอยตุงที่เคยมีปัญหาเรื่องเขาหัวโล้นแต่ยังดีขึ้นได้ เพื่อเข้ามาหาแนวทางแก้ไขช่วยบ้านร่วมกัน ให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องกะเหรี่ยง ”

-เผด็จ นุ้ยปรี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลจังหวัดอุทัยธานี

ขณะที่ ด้านหัวหน้าหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ อน.9 (หนองปรือ) หัวหน้าโครงการพื้นที่ต้นแบบบูรณาการแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่แก่นมะกรูด นายเอกรัตน์ พรหมศิริแสน กล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงมั่นใจกับคณะสื่อมวลชนที่มาศึกษาดูงานว่า ที่ผ่านมาได้ลงพื้นที่ ร่วมสำรวจรังวัดพื้นที่ร่วมกับชาวบ้านที่สมัครใจจาก 4 หมู่บ้านที่อยู่ในโครงการฯ รวม 16,711 ไร่ 1,233 แปลง 858 ราย และมีข้อตกลงร่วมกับชาวบ้าน จัดพื้นที่ทำกิน และที่อยู่อาศัยอย่างเหมาะสม จัดทำรูปแปลงลงภาพถ่ายดาวเทียม  ระบุชื่อแปลง เจ้าของ และทำความเข้าใจกับชาวบ้านเรื่องการใช้ประโยชน์ในแปลงทำกิน เพื่อเป็น Buffer zone ใช้กับชายป่าห้วยขาแข้ง

นายเอกรัตน์ พรหมศิริแสน หัวหน้าโครงการพื้นที่ต้นแบบบูรณาการแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่แก่นมะกรูด

ปัจจุบันมีการปลูกป่าเสริม สร้างแนวกันชนให้กับชายป่าห้วยขาแข้ง หลังจากโครงการฯได้เข้ามาดำเนินการในพื้นที่ตั้งแต่ ปี 2556 – 2560 ที่มีการจัดทำแนวเขตพื้นที่ทำกินชัดเจน ในระยะเวลา 4 ปี พบว่ามีพื้นที่บุกรุกลดลง 654 ไร่ เฉลี่ย 163.5 ไร่/ปี สามารถลดการบุกรุกพื้นที่ได้เฉลี่ย 380.2 ไร่/ปี โดยมีกิจกรรมที่ลดการบุกรุกป่าผ่านกิจกรรมส่งเสริมการปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น แบบผสมผสาน เช่น กล้วย อะโวคาโด้ กาแฟ มะนาว ไม้ผล อื่นๆ การพัฒนาแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่ และการส่งเสริมปลูกไม้ผลเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวจำนวน 2,698  ไร่ จากสถิติการบุกรุกป่าในพื้นที่ ตำบลแก่นมะกรูด ปี 2526 – 2556 ระยะเวลา 30 ปี ที่เคยมีการบุกรุกขยายพื้นที่ทำกินรวมจำนวน 16,311 ไร่ เฉลี่ย 543.7 ไร่/ปี

“ ก่อนปี 2556 ตำบลแก่นมะกรูดไม่เป็นที่รู้จักทั่วไปแต่ปัจจุบันช่วงฤดูหนาวจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางไปหมู่บ้านแนวกันชนผืนป่าห้วยขาแข้งจำนวนมาก กิจกรรมเก็บผลสตรอว์เบอร์รี่สดจากไร่ ซื้อผลผลิตจากตลาดกะเหรี่ยง ”

-เอกรัตน์ พรหมศิริแสน หัวหน้าหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ อน.9 (หนองปรือ)

รับประทานอาหารกลางวันฝีมือชุมชน วัตถุดิบท้องถิ่น

ซึ่งภายหลังรับฟังบรรยายเรียบร้อย กิจกรรมต่อเนื่องมาในช่วง 12 นาฬิกาคือการพักรับประทานอาหารกลางวันร่วนกันกับหน่วยงานพื้นที่ ที่ชาวบ้านนำวัตถุถิบท้องถิ่นมาปรุงผ่านกรรมวิธีแบบวิถีชนบทแบบพี่น้องกะเหรี่ยงอำเภอบ้านไร่ ที่ได้รับการตอบรับจากสื่อมวลชนหลายท่านเกินครึ่ง เป็นเสียงเดียวกันว่ารสชาติอาหารถูกปากและอร่อย โดยเฉพาะ น้ำพริกกะปิ ผักสดลวกจากไร่อุ๊ยกื๋อ น้ำหัวปลี และของหวานอย่างกล้วยทอดธัญพืช

 

กาแฟท้องถิ่น ไร่อุ๊ยกื๋อ อ.ลบ้านไร่ จอุทัยธานี

คณะสื่อมวลชนออกเดินทางช่วงบ่ายกันต่อเนื่อง สัญจรตามเส้นทางเยี่ยมชมชุมชน เกษตรกรแก่นมะกรูดั้ปับเปลี่ยนวิถีการเกษตร ลดภาวะความเสี่ยงจากการปลุกพืชเชิงเดี่ยวมาเป็นเกษตรแบบผสมผสานเชิงประณีต ที่ใช้พื้นที่น้อยแต่ให้ผลตอบแทนต่อไร่สูง อาทิ ผักเมืองหนาว สตรอว์เบอรี่

โดยการเดินทางแรกคือภายในบริเวณไร่อุ๊ยกื๋อ ที่มีพี่นพชาวบ้านพื้นที่เป็นไกด์พาชมไร่ อธิบายการจัดการของที่นี่

ไร่อุ๊ยกื๋อ อ.บ้านไร่ จอุทัยธานี

ท้องนาในไร่อุ๊ยกื๋อ อ.ลบ้านไร่ จอุทัยธานี

ก่อนจะเดินทาง พร้อมเมฆฝนต่อมายังแปลงงานสตรอว์เบอรี่ของนางไพลิน องค์พระ เกษตรกรแก่นมะกรูด   ในวัย 35ปี ที่เล่าให้ฟังอย่างเป็นกันเองว่า ก่อนหน้านี้ตัวเองค่อนข้างลำบาก ลูกได้เงินไปโรงเรียนวันละ 5บาท จะซื้อไอศกรีมกินยังไม่กล้า ช่วงนั้นสงสารลูกมาก เนื่องจากเป็นคนไม่มีที่ไม่มีทาง จะมีแค่ 3-4ไร่ไว้ปลูกข้าวเท่านั้น ที่เมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยวข้าวก็ไว้กินเองส่วนหนึ่ง ส่วนที่เหลือกินก็ขาย และเวลาที่เหลือนอกจากช่วงทำนาสมัยก่อนก็ต้องรับจ้าง แต่เมื่อทางหน่วยงานได้เข้ามาส่งเสริมเรื่องการปลูกสตรอว์เบอรี่ ตอนแรกก็กังวล แต่ก็ตัดสินใจทดลองปลูกเองก่อนว่าได้ผลหรือไม่ ปรากฏว่าได้ผล มีนักท่องเที่ยวหลายคนให้ความสนใจค่อนข้างมาก โดยปีแรกได้มา 2,000 ต้น ช่วงแรกก็ยังดูแลไม่เป็นค่อยปรับไปเรื่อย แต่ผลและรายได้ที่ได้จาก  สตรอว์เบอรี่กับดีกว่าการปลูกข้าวและข้าวโพดรวมกันที่ผ่านมา อีกทั้งใช้พื้นที่น้อยกว่า แต่สำคัญ สตรอว์เบอรี่ ต้องดูแลมากกว่า ไม่ว่าจะแต่งใบ แต่งไหล และน้ำที่ต้องให้ทุกวัน

ปัจจุบันส่งขายไหลตลาดหลักอยู่ที่นครสวรรค์และสุพรรณ ต้นละ 6 บาท ถ้าขนาดใหญ่กำลังจะออกลูกขึ้นมาหน่อยจะขายในราคา 4 ถุง 100 บาท ยอมรับหลังได้รับการส่งเสริมชีวิตเปลี่ยนไปมาก แลพเมื่อมีการท่องเที่ยวรายได้ดีขึ้น ชีวิตครอบครัวดีขึ้น อนาคตอยากมีล้งต่อไหลแบบที่สารถต่อได้ทั้งปี เพราะตอนนี้เวลาต่อไหลถ้าโดนฝนจะเน่าทันที นอกจากนี้ระบบน้ำยังไม่ค่อยดี เพราะยังขาดแคลนอยู่ เพราะชาวบ้านอีกหลายหลังพื้นที่ยังห่างกับระบบน้ำ ก็สามารถทำได้ แม้จะอยากเปลี่ยนมาปลูกสตรอว์เบอรี่

หลังจากแปลงงานสตรอว์เบอรี่ ขยับรถตู้มุ่งหน้าขึ้นมาอีกไม่กี่เมตรมาแปลงผักกะหล่ำ ที่ปลูกตระหง่านกว้างกินพื้นที่เป็นเวิ้งกว้างสวยงาม และค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ สังเกตุจากความฉ่ำเขียวและความใหญ่ แต่อย่างไรก็ดีเกษตรกรไม่ได้อยู่ประจำแปลง กิจกรรมตรงจุดนี้จึงทำได้เพียงเก็บภาพและสื่อมวลชนกระจายหาข้อมูลจากแหล่งอื่น และไลฟ์สดบริเวณดังกล่าว ก่อนจะขึ้นรถและไปเยี่ยมชมเกษตรในแปลงถัดไป

 

เดินทางถึง หมู่บ้านสะนำ ตำบลบ้านไร่ อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี

เมื่อวันศุกร์ที่ 28 กันยายน 2561

วันที่สอง ของการเดินทางดูงาน “ชุมชนเข้มแข็ง สืบสานแนวพระราชดำริ” จังหวัดอุทัยธานี ของคณะสื่อมวลชน โดยวันนี้ล้อหมุนจากโรงแรมตั้งแต่เวลา 9 นาฬิกา มุ่งหน้า บ้านสะนำ หมูที่ 2 ตำบลบ้านไร่ อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี หมู่บ้าน 200ปี ชาติพันธุ์ลาวครั่ง บนแผ่นดินสยาม โดยกิจกรรมแรกเมื่อเท้าเหยียบลงชุมชน คือการซึมซับวัฒนธรรมแบบลาวครั่งผ่านการแสดงความเคารพ จุดธูปไหว้ศาลเจ้าบ้าน  เพื่อบอกกล่าวสิ่งศักสิทธิ์ว่าคณะสื่อมวลชนเดินทางมาเยี่ยมชมชุมชน ให้การทำงานราบรื่น เหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อและเครื่องยึดเหนียวจิตใจชาวบ้านที่สามารถสร้างความเป็นปึกแผ่นให้คนในชุมชนได้เป็นอย่างดี

ชาติพันธุ์ลาวครั่ง ชาวลาวครั่งมีวิถีชีวิตอยู่กับธรรมชาติเรียบง่าย  ข้อมูลพบว่าชาวลาวครั่งมีที่มาจากชายไทยน้อยจากเวียงจันทน์อพยพเข้ามาในถ้ำ เฮีย (ถ้ำเรือ) อยู่ทางทิศตะวันตกของบ้านสะนำ ถูกรมควันด้วยพริกตายหมด เหลือ 6 คน คือนางเบ้า บางพิมพ์  นายแหลม นางพา นางที เท่านั้น ต่อมานายแหลมได้นำพาพี่น้องทั้งหมดมาตั้งรกรากที่บ้านสะนำ ปัจจุบัน เรียกว่า “บ้านชายนำ”

ชาติพันธุ์ลาวครั่ง บนแผ่นดินสยาม 200ปี

 

ก่อนไกด์ชาวบ้านจะพาเดินทัวร์ป่าหมากบ้านสะนำ ผืนป่าหมากที่ได้รับขนานนามว่า เป็นดินแดนแห่งพื้นที่ “ป่าหมากล้านต้น” เพราะเมื่อย่างกรายเข้ามาในบริเวณแห่งนี้แล้ว สัมผัสแรกคือความครึ้มด้วยป่าหมาก เรียงรายสูงโดดเด่นเป็นล้นต้น เนื่องจากในสมัยก่อนผู้คนที่นี่นิยมรับประทานหมาก

นอกจากนี้ไกด์ชาวบ้านยังพาชมต้นไทร ที่ได้ฉายาว่า “นักบุญแห่งผืนป่า นักล่าแห่งพงไพร” เพราะเมื่อใดที่ไทรออกผล บริเวณนั้นจะกลายเป็นสถานที่สำหรับสัตว์ป่า รวมถึงฝูงนกนานาชนิดที่ทั้งมากินลูกไทรและอาสัยโพรง ในขณะเดียวกันก้เป็นนักฆ่าแห่งพงไพร คือเมื่อใดที่ไทนเติบโต อาหารที่ได้รับจากพื้นที่อันจำกัดบนต้นไม้ที่ตนเองอาศัยจะไม่เพียงพอ เนื่องจากต้นไทรจะทำหน้าที่โอบรัดลำต้น ดิ่งลงสู่พื้นดินนำแร่ธาตุและน้ำกลับไปเลี้ยงลำต้นด้านบน และนั่นเองคือที่มาฉายา ที่นักท่องเที่ยวมาที่นี่จะต้องมาชมและถ่ายภาพติดมือ

ไม่เพียงเท่านั้นไกด์ชาวบ้านยังเล่าต่อเนื่อง และมาหยุดที่ต้นเซียง ลักษณะเป็นไม้เนื้ออ่อน มีพูพอนไว้ค้ำยังลำต้นให้คงอยู่ ถ้าเส้นรอบวงแนบตามพูพอนยื่นออกมาจได้ประมาณ 97 เซนติเมตร แต่ถ้าใช้คนกางแขนโอบจะได้ประมาณ 40 คน หรือที่เรียกกันว่า  ต้นไม้ยักษ์ ไฮไลท์สำคัญของกิจกรรมวันที่สอง ก่อนจะพาเดินชมตลาดชุมชน และเรียนรู้วิถีชีวิตแบบชาวลาวครั่ง ผ่านการละเล่นและอุปกรณืการหาอยู่หากินแบบชาวบ้าน

จากนั้นนั่งรถสาลีแบบบ้านๆไปดูการทอผ้าพื้นเมืองลายโบราณที่ชาวบ้านรวมกลุ่มกันทอขายรายได้เสริมและได้ย้อมสีผ้าด้วยธรรมชาติ และรับชมผลิตภัณ์เด่นๆอย่างผ้าซิ่นตีนแดง ผ้าขาวม้า เสื้อลาวครั่งและอื่นๆ ก่อนจะรับประทานอาหารกลางวันร่มกัน และปล่ยคณะสื่อมวลชนเรียนรู้และหาข้อมูล สัมภาษณ์ถ่ายทำกันตามอัธยาศัย แล้วถ่ายรูปร่วมกับชุมชนก่อนแยกย้ายขึ้นรถตู้ เดินทางกลับถึงกรุงเทพมหานครโดยสวสดิภาพ